อาหารสังเคราะห์(Lab Grown Food)รักษ์โลกจริงหรือ?

กระแสอาหารสังเคราะห์ หรือ Lab Grown Food ซึ่งไบโอไทยได้นำเสนอในโพสต์ก่อนหน้านี้  ( https://www.facebook.com/biothai.net/photos/a.467826533255873/2798961250… ) ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงในสหราชอาณาจักรและขยายวงไปในหลายประเทศ

1.สื่อมวลชนและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชาวอังกฤษชื่อ George Monbiot ได้เริ่มต้นสร้างการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนว่าอาหารสังเคราะห์หรือ Lab Grown Food จะเป็นทางออกสำคัญที่จะมาแทนที่เกษตรกรรมในปัจจุบันที่กลายเป็นสาเหตุของภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การใช้น้ำ การพังทลายของดิน และการทำลายล้างแมลงให้สาบสูญไปจากโลก (Insectageddon) 

2. บทความของหลักของ Monbiot ชื่อ  Lab-grown food will soon destroy farming – and save the planet  ซึ่งตีพิมพ์ใน The Guardian   และสารคดีที่เผยแพร่ในทีวี Channel 4  ในสหราชอาณาจักรชื่อ Apocalypse Cow: How Meat Killed the Planet กลายเป็นชนวนของการถกเถียงข้างต้น 

3. สาระหลักของ Monbiot ที่ต้องการสื่อสารคือการบอกว่า “ เรากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 200 ปี โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะก้าวข้ามการถกเถียงอย่างดุเดือดว่าอะไรดีกว่าระหว่างอาหารที่ได้จากพืชหรือหรืออาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์  เพราะว่าต่อไปนี้อาหารของเราส่วนใหญ่จะไม่มาจากสัตว์หรือพืช แต่มาจากชีวิตที่มีเซลล์เดียวที่ผ่านกระบวนการใช้จุลินทรีย์  ผมทราบว่าบางคนอาจตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งจะมาแทนที่วิถีการผลิตอาหารของมนุษย์ที่มีประวัติความเป็นมากว่าหมื่นปีนี้  และผมเห็นข้อบกพร่องบางอย่าง แต่สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

สารคดีของ Monbiot ได้พาผู้ชมไปเยี่ยมชมโรงงานของฟินแลนด์ของบริษัทชื่อ Solar Foods ซึ่งใช้เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพในการผลิตสารที่มีลักษณะคล้ายแป้ง แป้งดังกล่าวได้จากเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพที่ใช้ไฮโดรเจนที่สกัดจากน้ำเป็นแหล่งพลังงานเพื่อผลิตแป้งสำหรับทำแพนเค้ก ซึ่ง  Monbiot ได้ชิมและบอกว่า   “มันเหมือนกับแพนเค้ก” ! บีบีซีนำงานของ Solar Foods ไปเป็นพาดหัวข่าวว่า  “อาหารที่ทำจากอากาศสามารถแข่งขันกับถั่วเหลือง”  ได้

4. Monbiot เชื่อว่าการผลิตอาหารด้วยวิธีดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากกว่ากระบวนการสร้างอาหารโดยการสังเคราะห์แสงของพืชมากกว่าประมาณ 10 เท่า และอาหารปริมาณเดียวกันที่ผลิตได้จากวิธีนี้จะใช้พื้นที่ผิวของโลกน้อยกว่าถึง 20,000 เท่า และสถานที่ที่เหมาะสมและดีที่สุดในการผลิตอาหารแบบนี้อาจเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบเกษตรกรรมปัจจุบันไปนั่นเอง 

5. บทความและความคิดเห็นของเขาถูกตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนจากผู้คนหลายฝ่ายที่มีมุมมองต่อเรื่องอาหารแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ผู้เข้าร่วมประชุมในงาน Oxford Real Farming Conference  ที่เป็นเกษตรกรซึ่งทำฟาร์มปศุสัตว์แบบยั่งยืนโห่ร้องไม่ยอมรับแนวความคิดของเขา ในขณะที่สมาชิกของผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนซึ่งให้ความนับถือ Monbiot ในฐานะนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เห็นว่าเขากำลังหลงทางที่บอกว่าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากการสนับสนุนของพวกซิลิคอนวัลเลย์ (กูเกิ้ลและไมโครซอฟท์ร่วมลงทุนในสตาร์ตอั๊พเนื้อสังเคราะห์) ดีกว่าเนื้อที่ได้จากแกะที่เลี้ยงในท้องทุ่งบนเนินเขา พวกเขาเห็นว่ากลุ่มคนที่กำลังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องเทคโนโลยีชั้นสูงที่บอกว่าตนเองรู้อนาคตนั้น พวกนี้กำลังต้องการควบคุมอนาคตนั้นไว้ในมือของตนเอง 

6. Michael Antoniou นักพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลจากลอนดอน ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพขนาดเล็กจากงานวิจัยทางการแพทย์ของเขาซึ่งรวมถึงการผลิตโปรตีนบำบัดในถังหมัก ชี้ให้เห็นว่า 

6.1 เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพขนาดที่ต้องการ 20,000 ลิตรหรือมากกว่านั้น ต้องใช้วัสดุและพลังงานจำนวนมากในการดำเนินการ ยิ่งกระบวนการแยกไฮโดรเจนจากน้ำยิ่งต้องใช้พลังงานปริมาณมหาศาล 

6.2 การผลิตเนื้อสังเคราะห์จำเป็นต้องได้รับสารอาหารและปัจจัยอื่น ๆ จำนวนมาก มีส่วนผสมหลายสิบอย่างรวมถึงแร่ธาตุ วิตามิน กรดอะมิโน กลูโคส และปัจจัยสำหรับทำให้เซลล์เนื้อเยื่อเจริญเติบโต 

6.3 ต้องมีการผลิตแบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรมหรือเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพอีกเครื่องมาป้อนเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพและถังหมักหลัก  

6.4 จำเป็นต้องมีระบบการจัดการของเสียที่ดี มีการใช้สารเคมีหรือเชื้อเพื่อฆ่าเชื้อและของเสียที่ไม่ต้องการ และมีโอกาสที่จะเกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมสูง 

6.5 เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีท่อยาวหลายไมล์ วัสดุที่ใช้ในการผลิตเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพหลายพันชนิดที่ต้องใช้เพื่อผลิตอาหารหล่อเลี้ยงทดแทนพืชและสัตว์ที่ผลิตในปัจจุบันนั้น ถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองแร่ต่างๆที่ทำลายพื้นผิวของโลกยิ่งไปกว่าเกษตรกรรม 

6.6  Antoniou  ชี้ให้เห็นอีกว่าการผลิตเนื้อสังเคราะห์ผ่านการเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางชีวภาพ ซึ่งต้องหาเซลล์ที่มีลักษณะพิเศษแบบอมตะ “ immortalized”  หรือถูกสร้างขึ้นโดยใช้ยีนลักษณะเดียวกับยีนที่ทำให้เกิดเนื้อร้าย  ซึ่งหมายความว่าหากมีการผลิตอาหารจากระบบเช่นนี้จริง จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหารเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นอาหารชนิดใหม่ไม่ใช่อาหารแบบเดิมที่เราเคยบริโภค 

7. The Good Food Institute มองในแง่ดีว่า “มีความเป็นไปได้ที่เนื้อสัตว์สังเคราะห์จากห้องปฏิบัติการมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนกับการผลิตเนื้อสัตว์ทั่วไปในที่สุด” แต่รายงานของสถาบันบอกว่า แต่ต้นทุนดังกล่าวอาจต้นทุนด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการสร้างโรงงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้ยังไม่ได้รับการประเมินตามความเป็นจริง  

8. Rebecca Ellis ผู้เชี่ยวชาญด้าน Permaculture และนักวิจารณ์อุตสาหกรรมเกษตรฟันธงว่า  Monbiot กำลังเดินไปผิดทาง  เมื่อมองจากมุมอำนาจในการควบคุมระบบอาหาร อาหารสังเคราะห์แบบไฮเทคนั้น ยิ่งจะทำให้มีการรวมศูนย์และผูกขาดอาหารอยู่ในมือของบรรษัทขนาดใหญ่  แม้ Monbiot ตระหนักดีว่านี่คือความเสี่ยงและอยากเห็นการแพร่หลายของห้องปฏิบัติการอาหารโดยผู้ประกอบการรายย่อย แต่สิ่งนี้ไม่อยู่บนโลกของความเป็นจริง เพราะอาหารสังเคราะห์นี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และการเลี้ยงประชากรโลก 7,000-9,000 ล้านคนนั้นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลอย่างไม่อาจประเมินได้ 

9. Chris Smaje  เกษตรกรและนักวิทยาศาสตร์สังคมกล่าวว่า Monbiot “ลงเอยแบบนี้”  เพราะตามประวัติศาสตร์นั้นการเอาเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่มากกว่าอาชีพอื่นใดออกจากการเกษตรมักจะจบลงได้ไม่ดีและไม่อาจทำได้ง่าย การมองธรรมชาติเฉพาะจุดแบบแยกส่วน ความเชื่อเรื่องเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อนำมาแก้ปัญหา ภายใต้วิธีคิดในฐานะ “Last-Chancer”  ที่เห็นว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของการรักษ์โลก นำมาสู่ชุดความคิดดังกล่าวของเขา 

10. Claire Robinson จาก  GMWatch ตบท้ายความคิดเห็นของเธอว่า ท่ามกลางปัญหาและวิฤติการณ์ด้านภูมิอากาศและนิเวศวิทยาและรัฐบาลยังคงล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ความคิดที่เชี่อว่า “เทคโนโลยีสมัยใหม่แก้ได้” กำลังเติบโตท่ามกลางความรู้สึกที่สิ้นหวัง แต่เราต้องเข้าใจว่ามีบรรษัทและคนจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะหยิบฉวยผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้

ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีคือทางออกของการแก้ปัญหา อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนและยากที่เราจะเผชิญหน้าได้ และที่จริงมันอาจนำเราแยกไปจากโลกธรรมชาติตรงหน้าของเราเอง ฐานความคิดแบบนี้ไม่แตกต่างใดๆกับความคิดที่พยายามเรานำเราอพยพออกไปจากโลกนี้ไปแสวงหาโลกใบใหม่ และการผลิตอาหารสังเคราะห์จากห้องปฏิกรณ์ชีวภาพจะนำไปสู่การรวมศูนย์ของบรรษัทและการคอรัปชั่นเพื่อแสวงหาผลกำไรที่มากไปกว่าเดิม 

อาหารสังเคราะห์สมัยใหม่อาจนำไปสู่ความป่วยไข้ของร่างกายและจิตใจซึ่งกว่าจะเราจะรู้ตัวอาจกินเวลาหลายทศวรรษ  

Robinson บอกว่า เราต่างรู้ดีว่าเราต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาจากความเสียหายที่เราทำให้เกิดขึ้น เราไม่อาจหันหลังให้กับผืนดินที่หล่อเลี้ยงเรา ต้องจ้องมองสรรสิ่งที่เป็นเหยื่อของการกระทำของเรา และยุติการสร้างความเสียหายและหยุดการทำลายล้างนั้นเสีย

 

วิธีนี้ทำได้ง่ายกว่า แม้ว่าตอนนี้โลกที่เราเป็นมาไกลกว่าที่เคยเป็นมาก็ตาม 

———

เรียบเรียงจาก บทความ Will lab-grown food really save the planet?  https://www.gmwatch.org/en/news/latest-news/19282-will-lab-grown-food-re…

ที่มา: BIOTHAI facebook